Skip to content
    • Contact us : 02-285-4266-7
  • 093-551-6691 (เบอร์ฝ่ายขาย)

  • Pure Derima laboratories
  • Girl in a jacket
  • 093-551-6691 (เบอร์ฝ่ายขาย)

  • Pure Derima laboratories
  • Girl in a jacket
  • Languages
    • You need Polylang or WPML plugin for this to work. You can remove it from Theme Options.
PDLPDL
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับบริษัท
  • โรงงานผลิตครีมและเครื่องสำอาง
    รับผลิตครีมบำรุงผิว
    โรงงานรับผลิตครีมผิวขาว
    โรงงานรับผลิตเซรั่ม
    โรงงานรับผลิตครีมกันแดด
    โรงงานรับผลิตมาส์กหน้า
    โรงงานรับผลิตคลีนซิ่ง
    โรงงานรับผลิตโลชั่น
    โรงงานรับผลิตครีมทารักแร้ขาว
    โรงงานรับผลิตครีมรักษาสิว
    โรงงานรับผลิตครีมทามือ
    โรงงานรับผลิตครีมลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับ
    โรงงานรับผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย
    โรงงานรับผลิตอายครีม
    โรงงานรับผลิตคลีนเซอร์
    โรงงานรับผลิตโทนเนอร์
    รับผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว
    โรงงานรับผลิตสบู่
    โรงงานรับผลิตสครับ
    โรงงานรับผลิตแชมพู
    โรงงานรับผลิตทรีทเม้นท์ผม
    โรงงานรับผลิตครีมอาบน้ำ
    โรงงานรับผลิตโฟมล้างหน้า
    โรงงานรับผลิตผลิตภัณฑ์สปา

    รับผลิตเครื่องสำอาง

    โรงงานรับผลิตลิปบาล์ม
    โรงงานรับผลิตลิปสติก
    โรงงานรับผลิตรองพื้น
  • โปรโมชั่น
  • บริการอื่นๆ
    • บริการให้คำปรึกษา
    • การขึ้นทะเบียนและเอกสาร
    • การออกแบบฉลากสินค้า
    • การวิจัยเเละพัฒนาสูตร
  • บทความ
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • ENG
บทความ

เจาะลึกครีมกันแดดทุกประเภท ครีมกันแดดมีกี่ประเภท ที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้ก่อนทำแบรนด์

ครีมกันแดดมีกี่ประเภท

เจาะลึกครีมกันแดดทุกประเภท ครีมกันแดดมีกี่ประเภท ที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ ! 

ในยุคปัจจุบันที่แสงแดดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิว ครีมกันแดดจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมในตลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้ตลาดครีมกันแดดมีความหลากหลายและมีการแข่งขันสูง การผลิตครีมกันแดดที่มีความแตกต่าง และมีความโดดเด่น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ บทความนี้จะพาเจ้าของแบรนด์ทุกท่าน ไปเจาะลึกถึงทุกประเภทของครีมกันแดด พร้อมอธิบายถึงข้อดี ข้อเสีย และสารสกัดที่มักนิยมใช้ในครีมกันแดดแต่ละประเภท เพื่อให้เข้าใจถึงทุกประเภทครีมกันแดด ไปปรับใช้พัฒนาสูตรครีมกันแดดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ต่อไป

 

ผลิตครีมกันแดดที่ Pure Derima Laboratories มีรูปแบบใดบ้าง
ผลิตครีมกันแดดที่ Pure Derima Laboratories มีรูปแบบใดบ้าง

 

ผลิตครีมกันแดดที่ Pure Derima Laboratories มีแบบใดบ้าง ?

Pure Derima Laboratories (PDL) รับผลิตครีมกันแดดหลายรูปแบบ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของเจ้าของแบรนด์ และเพื่อผลิตครีมกันแดดที่เหมาะสมกับทุกสภาพผิวของผู้บริโภค และเหมาะสมกับทุกประเภทการใช้งาน  โดยรูปแบบการผลิตครีมกันแดดที่ Pure Derima Laboratories (PDL) มีทั้งหมด 6 รูปแบบ ดังนี้

 

1.ครีมกันแดดรูปแบบเนื้อเจล

  • การผลิตครีมกันแดดรูปแบบเนื้อเจล เป็นการผลิตครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากครีมกันแดดประเภทอื่น ๆ เนื่องจากเป็นครีมกันแดดรูปแบบนี้จะมีเนื้อสัมผัสที่เบาและซึมซาบรวดเร็ว แห้งไว ทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่หนักผิวเมื่อทา เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน และผิวแบบธรรมดา

2.ครีมกันแดดรูปแบบเนื้อครีม

  • การผลิตครีมกันแดดรูปแบบเนื้อครีม เป็นการผลิตครีมกันแดดที่มีเนื้อสัมผัสที่หนา  และเข้มข้น มากกว่าการผลิตครีมกันแดดเนื้อเจล ทำให้ครีมกันแดดรูปแบบนี้ สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างยาวนานมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถบำรุงผิวและให้ความชุ่มชื้นได้ดี จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง และผู้ที่เล่นกีฬากลางแจ้ง เพราะสามารถทนต่อเหงื่อได้ดี

3.ครีมกันแดดรูปแบบผสมรองพื้น

  • การผลิตครีมกันแดดผสมรองพื้น เป็นการผลิตครีมกันแดดที่ผสมทั้งครีมกันแดด และรองพื้นเข้าด้วยกัน  ซึ่งครีมกันแดดรูปแบบนี้ จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้นพร้อมกับปกป้อง และการดูแลผิวในขั้นตอนเดียว  จึงมักได้รับความนิยมในผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย  และมีความต้องการให้ผิวกันแดดพร้อมปกปิดรอยต่าง ๆ บนหน้า 

4.ครีมกันแดดรูปแบบแท่ง

  • การผลิตครีมกันแดดแบบแท่ง ได้รับความนิยมจากเจ้าของแบรนด์มากขึ้น เนื่องจากครีมกันแดดรูปแบบนี้ เป็นครีมกันแดดรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการใช้งาน เพราะเหมาะกับการพกพาไปได้ทุกที่ ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนครีมกันแดดรูปแบบอื่น ๆ โดยจุดเด่นของครีมกันแดดรูปแบบแท่ง คือ สามารถทาทับเครื่องสำอางได้โดยไม่ทำให้เครื่องสำอางหลุดออก

5.ครีมกันแดดรูปแบบสเปรย์

  • การผลิตครีมกันแดดรูปแบบสเปรย์ ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ได้ความนิยมมากขึ้นในหมู่เจ้าของแบรนด์ เพราะครีมกันแดดรูปแบบนี้ได้รับความใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการใช้งานที่สะดวกสบาย สามารถฉีดลงบนผิวได้เลย ไม่ต้องใช้มือหรือเครื่องมืออื่น ๆ เพิ่ม สามารถใช้งานง่ายระหว่างวัน ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจครีมกันแดดรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 

6.ครีมกันแดดเนื้อน้ำนม

  • การผลิตครีมกันแดดเนื้อน้ำนม เป็นการผลิตครีมกันแดดที่ผสมระหว่างคุณสมบัติของเนื้อครีมกับเนื้อสัมผัสที่เบาบางเหมือนน้ำ ทำให้ครีมกันแดดรูปแบบนี้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งการปกป้องจากแสงแดด และการบำรุงผิว

 

เจาะลึกประเภทครีมกันแดด มีกี่ประเภท
เจาะลึกประเภทครีมกันแดด มีกี่ประเภท

 

ครีมกันแดดมีกี่ประเภท ?

ในปัจจุบันประเภทครีมกันแดดถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทมากขึ้น ซึ่งครีมกันแดดแต่ละประเภทนั้นมีคุณสมบัติ และวิธีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป การเข้าใจถึงคุณสมบัติ จุดเด่น จุดด้อยของประเภทครีมกันแดดต่าง ๆ จะช่วยให้การผลิตครีมกันแดดออกมา สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยประเภทครีมกันแดดในปัจจุบันสามารถแบ่งออกหลัก ๆ เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen)
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

 

ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen)
ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen)

 

ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen) เป็นผลิตครีมกันแดดโดยใช้สารเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก ในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดผิวไหม้ ฝ้า กระ และริ้วรอย ซึ่งครีมกันแดดประเภทเคมีจะซึมเข้าสู่ผิวหนัง จะดูดซับรังสี UV แล้วพลังงานของรังสี UV จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานชนิดอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง

 

หลักการทำงานของครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทเคมีจะซึมเข้าสู่ผิวชั้นบนสุด (Epidermis)
  • ครีมกันแดดประเภทเคมีจะดูดซับพลังงานจากรังสี UVA ที่ทำให้ลายคอลลาเจนและก่อให้เกิดริ้วรอย นอกจากนั้นยังช่วยดูดซับรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดดอีกด้วย
  • ครีมกันแดดประเภทเคมีจะเปลี่ยนพลังงานจากแสงแดดที่เป็นอันตราย เป็นพลังงานความร้อนแล้วปล่อยออกจากผิว โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

คุณสมบัติของครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทเคมีมักมีเนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่ทิ้งคราบขาว
  • ครีมกันแดดประเภทเคมีคุณสมบัติในการปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB 

 

สารที่มักใช้ในครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

สารที่มักใช้ในครีมกันแดดประเภทเคมี มักเป็นสารที่ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV เพื่อปกป้องผิวจากการทำลายของรังสี UV โดยสารเหล่านี้จะแบ่งออกเป็นสารที่ป้องกัน รังสี UVA และ รังสี UVB ดังนี้

1.สารป้องกันรังสี UVB ในครีมกันแดดประเภทเคมี

  • Octinoxate (Ethylhexyl Methoxycinnamate)
  • Homosalate
  • Octisalate
  • PABA (Para-Aminobenzoic Acid)

2.สารป้องกันรังสี UVA ในครีมกันแดดประเภทเคมี

  • Avobenzone
  • Tinosorb S
  • Mexoryl SX
  • Oxybenzone
  • Ecamsule

3.สารที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ รังสี UVB 

  • Oxybenzone
  • Homosalate
  • Tinosorb M

 

ผู้บริโภคที่เหมาะกับครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

  • ผู้บริโภคที่ต้องการครีมกันแดดเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  • ผู้บริโภคที่ต้องการครีมกันแดดที่สามารถใช้ร่วมกับการแต่งหน้าได้ดี ไม่ต้องการให้ครีมกันแดดทิ้งคราบขาว
  • ผู้บริโภคที่มีผิวธรรมดาหรือผิวผสม
  • ผู้บริโภคที่ต้องการครีมกันแดดในการใช้กลางแจ้ง ทนเหงื่อ ทนน้ำได้ดี
  • ผู้บริโภคที่ต้องการครีมกันแดดที่ครอบคลุมทั้งรังสีUVA และ รังสี UVB

 

ข้อดีของครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

  • เนื้อสัมผัสบางเบา และไม่เหนียวเหนอะหนะ
  • ไม่ทิ้งคราบขาวบนผิว
  • ซึมเข้าสู่ผิวได้รวดเร็วกว่าครีมกันแดดประเภทอื่น
  • เหมาะสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • เหมาะสำหรับการแต่งหน้า สามารถทาทับรองพื้นหรือเมคอัพได้
  • ปกป้องรังสีได้ทั้ง UVA และ UVB

 

ข้อเสียของครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

  • สารเคมีบางชนิดในครีมกันแดดประเภทเคมี อาจก่อให้เกิดการแพ้ หรือการระคายเคืองในผู้บริโภคบางรายได้ โดยเฉพาะในผู้บริโภคที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • สารเคมีบางชนิดในครีมกันแดดประเภทเคมี อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล 
  • ครีมกันแดดประเภทเคมีบางรูปแบบไม่ค่อยทนทานต่อแสงแดด ผู้บริโภคจึงจำเป็นที่ต้องทาครีมกันแดดซ้ำบ่อย ๆ
  • ครีมกันแดดประเภทเคมีอาจสะสมความร้อนบนผิว ทำให้ผู้บริโภคบางคนรู้สึกอุ่นหรือร้อนบนผิวหนังได้

 

ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)
ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

 

ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) จะมีการทำงานที่แตกต่างจากการทำงานของประเภทครีมกันแดดแบบใช้สารเคมี  (Chemical Sunscreen) ที่การผลิตครีมกันแดดประเภทนี้จะใช้แร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการสะท้อนหรือกระจายรังสีออกจากผิว ซึ่งครีมกันแดดประเภทนี้จะทำหน้าที่เหมือนโล่ป้องกัน ไม่ต้องดูดซึมรังสี UV เข้าผิวหนัง

 

หลักการทำงานของครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ทำหน้าที่โดยการสะท้อนรังสี UV ออกจากผิว ซึ่งรังสีที่ถูกสะท้อนจะกระจายไปในทิศทางอื่น ๆ ทำให้รังสี UV ไม่สามารถซึมลงผิวได้ โดยครีมกันแดดประเภทนี้ สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสี UV ได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน

 

คุณสมบัติของครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ป้องกันรังสี UV ได้โดยการสะท้อน และกระจายออกจากผิวไปในทิศทางต่าง ๆ ทำให้รังสี UV ไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) สามารถป้องกันผิวได้ทันทีหลังทา ไม่จำเป็นต้องรอให้ครีมกันแดดซึมเข้าสู่ผิว 
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ทนต่อเหงื่อและน้ำได้ดี

 

สารที่มักใช้ในครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) มักใช้สารแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนและกระจายรังสี UV ออกจากผิวหนัง โดยสารที่มักใช้ในครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล มีดังนี้ 

  • Zinc Oxide (ซิงก์ออกไซด์) สามารถปกป้องผิวได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายหรือผิวเด็ก ปลอดภัย ไม่ระคายเคืองหรือแพ้
  • Titanium Dioxide (ไทเทเนียมไดออกไซด์) ป้องกันรังสี UVB และบางส่วนของรังสี UVA เหมาะสำหรับผิวที่บอบบางหรือผิวเด็ก สามารถสะท้อนรังสี UV ออกจากผิวได้ทันที

 

ผู้บริโภคที่เหมาะกับครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เหมาะกับผู้บริโภคที่มีผิวแพ้ง่ายหรือบอบบาง
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เหมาะกับผู้บริโภคที่มีผิวบอบบางหรือผิวเด็ก
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เหมาะกับผู้บริโภคที่กังวลเรื่องการสะสมของสารเคมีในผิว
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการการปกป้องทันทีจากแสงแดด
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการปกป้องจากทั้ง UVA และ UVB

 

ข้อดีของครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) สามารถปกป้องผิวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ซึม
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ไม่มีสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ จึงเหมาะกับผู้บริโภคที่มีผิวบอบบางด้วย
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ไม่ก่อให้เกิดการสะสมในผิว
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ปกป้องผิวได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดริ้วรอยได้
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ทนทานต่อเหงื่อและน้ำ

 

ข้อเสียของครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ใช้ต้นทุนในการผลิตสูง
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) อาจมีคราบขาวบนผิว
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ทนทานต่อเหงื่อและน้ำ น้อยกว่าครีมกันแดดประเภทเคมี
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ใช้กับเครื่องสำอางได้ยาากว่า
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) มีต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากส่วนผสมมีราคาแพง

 

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)
ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

 

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) เป็นการผลิตครีมกันแดดที่เป็นการรวมคุณสมบัติของครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen) และครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อลดข้อด้อยและเพิ่มข้อดีจากทั้งสองประเภท ทำให้การผลิตครีมกันแดดประเภทนี้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีขึ้นและเหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลาย 

 

หลักการทำงานของครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) จะใช้สารเคมีในการช่วยซับรังสี UV ที่สารฟิสิคอลไม่สามารถป้องกันได้สมบรูณ์ ขณะเดียวกันสารฟิสิคอลจะช่วยเสริมความเสถียรของสูตร และลดผลข้างเคียงจากสารเคมีได้ โดยการผสมผสานครีมกันแดดทั้งสองประเภท จะช่วยให้ได้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 

 

คุณสมบัติของครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) สามารถปกป้องผิวได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) มีเนื้อสัมผัสที่เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ 
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) สูตรมีความเสถียรและทนทานสูง 
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ปลอดภัยต่อผิว และลดการระคายเคือง

 

สารที่มักใช้ในครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) จะใช้สารทั้งประเภทเคมี (Chemical Sunscreen) และประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) จะใช้สาร ดังนี้

  • Zinc Oxide (ซิงค์ออกไซด์)
  • Titanium Dioxide (ไทเทเนียมไดออกไซด์)
  • Avobenzone (อาโวเบนโซน)
  • Octinoxate (อ็อกติโนเซต)
  • Homosalate (โฮโมซาเลต)
  • Octocrylene (อ็อกโตคริลีน)
  • Oxybenzone (ออกซีเบนโซน)

 

ผู้บริโภคที่เหมาะกับครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ผู้บริโภคที่ต้องการการปกป้องรังสี UV ทั้งสองประเภท UVA และ UVB
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ผู้บริโภคที่มีผิวแพ้ง่ายหรือบอบบาง
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ผู้บริโภคที่ไม่ชอบคราบขาวจากครีมกันแดดฟิสิคอล
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ผู้บริโภคที่มีกิจกรรมกลางแจ้งหรือใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีแสงแดดแรง
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ผู้บริโภคที่การเนื้อสัมผัสที่เบาบางและทาได้ง่าย

 

ข้อดีของครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) มีข้อดีหลายอย่าง เนื่องจากเป็นการผสมผสานข้อดีระหว่างครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical Sunscreen) และครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ทำให้เกิดความสมดุลในการป้องกันผิว เนื้อสัมผัส และความปลอดภัยสูงขึ้น โดยครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) มีข้อดี ดังนี้

  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้อย่างครอบคลุม อีกทั้งบางสูตรยังสามารถป้องกันรังสี HEV (High Energy Visible Light) และ อินฟราเรด (IR) ได้อีกด้วย
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ลดปัญหาคราบขาวบนผิว
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ลดความเสี่ยงจากการระคายเคือง เนื่องจากมีการผสมของทั้งสองประเภท
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ทนต่อเหงื่อและน้ำ
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) มีประสิทธิภาพสูงและปกป้องผิวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ข้อเสียของครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen)

  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) มีต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้ทั้งสารกันแดดเคมี (Chemical Filters) และสารกันแดดฟิสิคอล (Physical Filters)
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ในบางบุคคล
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) เนื้อสัมผัสอาจไม่บางเบาเท่ากับครีมกันแดดประเภทเคมี
  • ครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ราคาจำหน่ายสูงกว่าครีมกันแดดทั่วไป

 

ครีมกันแดดมีกี่ประเภท

ครีมกันแดดแต่ละประเภทแตกต่างกันยังไง ?

ครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) และครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยความแตกต่างหลัก ๆ ของครีมกันแดดสองประเภทนี้จะมีอยู่ 3 ประการ ดังนี้

 

  • กลไกการปกป้องผิวจากรังสี UV

ครีมกันแดดประเภทเคมี (Chemical

Sunscreen) จะปกป้องผิวด้วยการเปลี่ยนรังสี UV เป็นพลังงานความร้อนแล้วปล่อยออกจากผิว ในขณะที่ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) จะปกป้องผิวผ่านการสะท้อนหรือกระจายรังสี UV ออกจากผิวไป

  • เนื้อสัมผัสและความสบายขณะการใช้งาน

ครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) มักมีเนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่ทิ้งคราบขาว ต่างจากครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) จะให้เนื้อครีมที่หนักกว่า และมักทิ้งคราบขาวบนผิว โดยเฉพาะในผู้บริโภคที่มีผิวสีเข้ม

  • ความเหมาะสมกับผิว และความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) มักไม่เกิดการระคายเคืองในผิวแพ้ง่าย และสารเคมีบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่างจากครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ที่มีความอ่อนโยนกว่า และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

 

ซึ่งครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) เป็นครีมกันแดดที่รวมข้อดีและปรับปรุงข้อเสียของทั้งสองประเภท ทำให้ครีมกันแดดที่ได้มีคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

ครีมกันแดดแบบ Physical และ Chemical อันไหนป้องกันรังสี UV ได้ดีกว่ากัน ?

การเปรียบเทียบการป้องกันรังสี UV ระหว่างครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) และครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) มีคุณสมบัติที่ป้องกันได้ดีแตกต่างกันออกไปขึ้นได้อยู่กับหลายปัจจัย โดยทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสี UV ที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

  • ครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) ปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี UV เปลี่ยนเป็นความร้อนออกจากผิว และในบางสูตรสามารถป้องกันได้ดีทั้งรังสี UVA และ UVB และป้องกันได้ดีมากในช่วงคลื่น UBV ที่ทำให้ผิวไหม้แดด
  • ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ปกป้องผิวได้ทันทีด้วยการสะท้อนและกระจายรังสี ไม่ต้องรอให้ซึมเข้าผิว ซึ่งสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB แต่อาจไม่สามารถป้องกันบางคลื่นของรังสี UV ได้ดีเท่ากับครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen)

 

สรุปได้ว่าหากแบรนด์ต้องการผลิตครีมกันแดดที่สามารถ ป้องกันผิวจากรังสี UV ได้ทันที และมีความอ่อนโยนการเลือกผลิตครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ในขณะที่หากต้องการผลิตครีมกันแดดที่ป้องกันรังสี UV ได้หลากหลาย การผลิตครีมกันแดดประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) เพื่อจัดจำหน่ายอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้ถ้าหากต้องการการป้องกันผิวทั้งสองแบบรวมกัน แบรนด์สามารถพัฒนาสูตรเป็นแบบครีมกันแดดประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ได้เช่นเดียวกัน

ครีมกันแดดมีกี่รูปแบบ ? ต้องเลือกผลิตครีมกันแดด รูปแบบไหนดีที่สุด 

การผลิตครีมกันแดด เพื่อจัดจำหน่ายในท้องตลาดในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบที่ถูกผลิตออกมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยการผลิตครีมกันแดดแต่ละรูปแบบมีเนื้อสัมผัส ความเหมาะสมของแต่ละบุคคล รวมถึงข้อดี และข้อด้อยที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการผลิตครีมกันแดดสามารถได้หลายรูปแบบ เช่น ผลิตครีมกันแดดรูปแบบเจล , ผลิตครีมกันแดดรูปแบบสเปรย์ หรือผลิตครีมกันแดดรูปแบบแท่ง เป็นต้น 

 

ซึ่งการเลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดมีหลายปัจจัย ที่เจ้าของแบรนด์ต้องคำนึงถึง  เพื่อให้ครีมกันแดดที่ผลิตออกมาตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยเจ้าของแบรนด์สามารถพิจารณา เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก อายุ ไลฟ์สไตล์ สภาพผิวของกลุ่มเป้าหมาย
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก ลักษณะการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก เนื้อสัมผัสและรูปแบบของผลิตภัณฑ์
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก ความเหมาะสมกับส่วนผสม
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก ข้อกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัย
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก ต้นทุนการผลิตที่ตั้งไว้
  • เลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดจาก การตลาด และความต้องการของผู้บริโภค

 

ดังนั้นการเลือกรูปแบบของครีมกันแดดไม่สามารถสรุปได้โดยตรงว่า การผลิตครีมกันแดดรูปแบบใดดีที่สุด แต่สามารถพิจารณาเลือกได้จากปัจจัยต่าง ๆ เพื่อเลือกรูปแบบครีมกันแดดให้เหมาะสมกับแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

ครีมกันแดดสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทเคมี  (Chemical Sunscreen) , ประเภทฟิสิคอล (Physical Sunscreen) และประเภทประเภทไฮบริด (Hybrid Sunscreen) ที่ผสมการทำงานของครีมกันแดดของสองประเภทเข้าด้วยกัน ซึ่งการทำงานของครีมกันแดดแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันหลายประการ อีกทั้งยังมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การผลิตครีมกันแดดยังสามารถผลิตได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการผลิตครีมกันแดดเพื่อจัดจำหน่าย จำเป็นจะต้องเลือกผลิตครีมกันแดดประเภทที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และเลือกรูปแบบการผลิตครีมกันแดดให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคอีกด้วย

เจ้าของแบรนด์ท่านใดที่กำลังมองหาโรงงานผลิตครีมกันแดดแบบครบวงจร สามารถเข้ามาปรึกษา และวางแผนการผลิตครีมกันแดดได้ ที่ Pure Derima Laboratories (PDL) โรงงานผลิตครีมกันแดดที่มีประสบการณ์การผลิตกว่า 10 ปี ในการผลิตผลิตภัณฑ์ให้แบรนด์ดังมากกว่า 1,000 แบรนด์ ด้วยมาตรฐานการผลิตครีมกันแดดระดับสากล อีกทั้งยังรองรับการผลิตครีมกันแดดหลากหลายรูป พร้อมบริการอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นจนพร้อมสู่การจัดจำหน่าย

รับผลิตครีมหน้าขาว พร้อมพัฒนาสูตรให้เป็นเอกลักษณ์
รวมคำถามที่ควรรู้ก่อนการผลิตครีมกันแดด คู่มือสำหรับเจ้าของแบรนด์มือใหม่

INTERNATIONAL STANDARD GUARANTEE

ฮาลาลล

PURE DERIMA LABORATORIES MANUFACTURING
36/20 โครงการ Zentro port
ม.13 ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา
ปทุมธานี 12150

Call us E-mail

ปรึกษาการสร้างแบรนด์

  • บริการให้คำปรึกษา
  • บริการขึ้นทะเบียนและเอกสาร
  • บริการออกฉลากสินค้า
  • รวมข้อมูลการสร้างแบรนด์

บริการ OEM / พัฒนาสูตร

  • บริการวิจัยและพัฒนาสูตร
  • บริการ OEM

ติดต่อสอบถาม

  • About us
  • Services
  • Blog
  • Contact

© Pure Derima Laboratories

Terms Privacy Cookies

© Pure Derima Laboratories

Terms Privacy Cookies
  • Blog
  • Pure Derima laboratories
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับบริษัท
  • โรงงานผลิตครีมและเครื่องสำอาง
    • รับผลิตครีม
      • รับผลิตครีมผิวขาว
      • รับผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย
      • รับผลิตครีมรักษาสิว
      • รับผลิตครีมลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับ
      • รับผลิตอายครีม
      • รับผลิตมาส์กหน้า
      • รับผลิตครีมกันแดด
      • รับผลิตคลีนเซอร์
      • รับผลิตคลีนซิ่ง
      • รับผลิตโทนเนอร์
      • รับผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปาก
      • รับผลิตครีมบำรุงผิวกาย
      • รับผลิตผลัตภัณฑ์บำรุงผม
      • รับผลิตเครื่องสำอาง
        • รับผลิตลิปสติก
        • รับผลิตสินค้าสปา
          • รับผลิตผลิตภัณฑ์สปา
  • โปรโมชั่น
  • บริการอื่นๆ
    • บริการให้คำปรึกษา
    • การขึ้นทะเบียนและเอกสาร
    • การออกแบบฉลากสินค้า
    • การวิจัยเเละพัฒนาสูตร
  • บทความ
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • ENG